พ.ย. 7, 2017

ผู้ปิดทองหลังพระ “ปิยพล ผานิชกุล”

“ผู้ปิดทองหลังพระ”

ชายผู้ไร้ซึ่งคำพูดออกสื่อตั้งแต่แรกเริ่มสวมเสื้อสีส้มของเชียงราย ยูไนเต็ด จนถึงวันนี้

“ไม่เอาพี่ ให้ผมทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่พูดออกสื่อ”

             นี่คือคำพูดของชายผู้ที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เคยคิดที่จะแคร์สื่อและไม่อยากออกสื่อใดๆ ทั้งสิ้น ไม่อยากแม้จะพูดความรู้สึกทั้งดีใจหรือแม้แต่ผิดหวังเสียใจ เขาคนนี้เป็นคนที่ยอมคุยกับผมแค่หลังเลนส์แต่ไม่เคยยอมที่จะพูดคุยกับผมหน้าเลนส์กล้องเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่จรดปากกาเซ็นสัญญามาร่วมทัพกว่างโซ้งมหาภัย มันย่อมเป็นการยากลำบากแน่นอนอยู่แล้วในแง่ของการทำงานของผม

“ให้ผลงานในสนามของผมคุยกับกล้องแทนนะพี่”

             คงไม่มีใครเดาผิดหรอก ถ้าในสิ่งที่ผมได้กล่าวมาในตอนต้น ว่าคนที่ผมจะพูดถึงคือ

“เจ้าไดร์” ปิยพล ผานิชกุล

“จริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะคลุกคลีกับใครสักเท่าไหร่นะ”

เป็นการเปิดตัวได้แบบน่าค้นหาสุดๆ กับสิ่งที่ได้เอ่ยมา

               ก็แน่นอนล่ะครับ คงเป็นเพราะความที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นคนที่น่าค้นหาเบื้องลึกด้านใน มีไล้ฟ์สไตล์ที่แปลกแต่น่าติดตาม ก็ย่อมเป็นจุดที่ผู้คนรอบข้างต้องเดินเข้าหาตัวเจ้าไดร์เอง ในมุมของเจ้าไดร์เลยมองว่าเขาไม่เคยเข้าหาใครจริงๆ และจากประสบการณ์ทั้งในและนอกสนามที่ไม่ธรรมดา ที่ผ่านทั้งเวทีระดับชาติ และเวทีไทยลีกมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2007-2008 กับพัทยา ยูไนเต็ด, ปี  2009 กับชลบุรี เอฟซี กับอดีตรุ่นพี่ร่วมทีมที่เคยร่วมทีมกันทั้งสองสังกัดอย่างเกียรติประวุฒิ สายแวว ที่เคยค้าแข้งกับเชียงราย ยูไนเต็ด ก่อนย้ายกลับไปที่ชลบุรีในเลกสอง(ฤดูกาล 2017) ที่ผ่านมา, และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในปี 2010-2015 ก่อนย้ายมาร่วมทัพกว่างโซ้งมหาภัยในปีก่อนหน้านี้(2016) และเป็นกำลังหลักของทีมมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลกับการยืนหยัดอยู่ในหัวตารางไทยลีก และเข้าชิงฟุตบอลถ้วยอีก 2 รายการ ในเวลาอันใกล้นี้

 

“ผมเป็นคนที่รับมือกับเหตุการณ์เฉียบพลันไม่ได้ และไม่คิดจะยอมรับมัน”

มันยังไง?

             “คือ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบกับสถานการณ์เซอร์ไพร้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่ไม่ค่อยดีหรือเรื่องที่ผมไม่ค่อยชอบ สถานการณ์เช่นนั้นมันทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่ตลอดเวลาที่ต้องเผชิญกับมัน”

มีผลกับการฝึกซ้อมและการลงแข่งไหม?

             “มันก็มีนะ แต่เรื่องสมาธิมันสำคัญ ทุกอย่างที่ผมเจอนอกสนาม ก่อนลงเล่นมันอาจจะมาเล่นงานและก่อกวนใจผมบ้าง แต่พอลงสนามไปแล้วผมกลับไม่ได้คิดถึงมันเลย ผมคิดเสมอว่าผมต้องก้มหน้าก้มตาเล่นให้ดีอย่างเดียว เวลาผมลงไปเล่น ผมไม่รู้หรอกว่าผมเล่นดีหรือไม่ดี แต่ก็ดีใจที่มีคนคอยสนับสนุนผมทั้งในและนอกสนาม”

มีเป้าหมายกับการค้าแข้งในถิ่นล้านนาแห่งนี้ไว้อย่างไร?

             “เล่นฟุตบอลให้มีความสุขในแบบที่เรารัก เพื่อมอบความสุขให้แฟนบอล เพื่อทีม และเพื่อครอบครัว แค่นี้พอครับ”

 

อยากเล่าอะไรนอกเหนือจากนี้ไหม?

            “ผมเจอเรื่องแย่ๆ จากการที่ผมไปอยู่ในสื่อออนไลน์ทั้งที่ผมตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่แม่ผมป่วยเป็นมะเร็ง เมื่อปี 2012 ผมก็ไม่อยากจะมีตัวตนอยู่ในสื่อออนไลน์อีกเลย แต่บางครั้งการอยู่ทีมใหญ่อย่างเมืองทองก็เป็นไปได้ยากที่จะไม่มีคนจับจ้องเลยผมทำตัวเองด้วยแหล่ะ หลังจากย้ายมาที่นี่ ผมสัญญากับตัวเองว่า จะมีสมาธิกับฟุตบอลให้มาก หลีกเลี่ยงสิ่งที่มารบกวนใจเรา เพราะมันเป็นช่วงสุดท้ายในอาชีพนักฟุตบอลของผมแล้ว จะมุ่งมั่นเรื่องฟุตบอลอย่างเดียว และผมก็คิดว่ามันก็ได้ผลนะ อย่างที่ผมบอกไปตอนผมเซ็นสัญญามาแหล่ะ ผมหลีกหนีความวุ่นวายหลายๆ อย่างมา เริ่มใหม่ที่นี่”

           “ก่อนหน้าที่ผมจะมาก็มีหลายทีมให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ต้องการในใจตอนนั้นคือ ที่ที่สงบ ได้อยู่กับตัวเอง มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวเยอะขึ้น และเพื่อนร่วมทีมที่ดี หลังจากได้คุยกับพี่แป๊ะ(พิชิตพงษ์ เฉยฉิว)(เชียงราย ยูไนเต็ด 2015-2016) ผมก็ทิ้งข้อเสนอทีมอื่นเลย มาหาพี่แป๊ะ นี่แหล่ะ ที่นี่อยู่กันเป็นครอบครัว เราสามารถเดินเข้าไปกินข้าวบ้านใครก็ได้ มีประธานบ้าบอลบ้าเกมส์ (บ้าเหมือนกัน) คุยได้ตลอด แม้บางครั้งอาจจะคิดต่างกัน แต่ก็มีพื้นที่ให้เราแสดงความเห็น ได้ปรับได้จูนกันได้ อย่างที่บอกที่นี่เขาอยู่กันเป็นครอบครัว สิ่งนี่แหล่ะที่ผมตามหา และผมก็เลือกมันถูก…ที่นี่แหล่ะ ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าของผมได้” เจ้าไดร์กล่าวไว้

              กับผลงาน 29 นัด 5 ประตู และอีก 8 แอสซิสต์ ในปี 2016 ต่อด้วยอีก 37 นัด 7 ประตู และอีก 7 แอสซิสต์ รวมทุกรายการในฤดูกาล 2017 นี้ที่ยังไม่สิ้นสุดลง จากสถิติที่ยอดเยี่ยมดังกล่าวและด้วยคาแร๊กเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยการทุ่มเทกับหน้าที่เมื่อได้รับมอบหมาย และทำตัวให้มีความสุขกับการลงเล่นฟุตบอลในแบบที่เขารักอย่างสม่ำเสมอ ไม่ยอมที่จะพูดจาออกสื่อให้ใครได้รับฟังฝีปาก โดยที่เจ้าตัวอยากให้สิ่งที่เขากำลังมุ่งมั่นทุ่มเททำอยู่นั่นบอกความรู้สึกของตัวเขาเองผ่านทางหน้าจอทีวีและผ่านสายตาผู้คนที่จับจ้องเขาอยู่แทนการพูดจา และสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่น้อยคนนักที่ได้เห็นฝีเท้าของแบ๊คขวามากประสบการณ์คนนี้จะกล้าปฏิเสธได้ว่าเขาคือผู้เล่นแบ๊คขวาที่เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เขาคือผู้ที่คอย “ปิดทองหลังพระ” ให้เชียงราย ยูไนเต็ด นามว่า “ปิยพล ผานิชกุล”

 

RomeoS

Share

Related News